ผีคุ้ม
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์พระ วันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๙
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นโลกกับธรรม ธรรมะแบบโลกๆ ไง แล้วก็ศึกษามาตามตำรับตำรา แล้วก็มีความรู้ มีความรู้ในพระพุทธศาสนา แล้วเราก็พยายามดำรงชีวิต ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบของคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรื่องโลกๆ
ฟังธรรมๆ พังธรรมจากการภาคปฏิบัติ ฟังธรรมจากภาคปฏิบัติมันเกิดจากใจ จากใจดวงหนึ่งสู่ใจดวงหนึ่งไง จากใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการมาไง พระอรหันต์ ๖๐ รูปพ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านขึ้นมาจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ เวลาท่านแก้ไข จากใจดวงหนึ่ง คนที่ฟังธรรมเป็นๆ คือฟังจากหัวใจ หัวใจมันฟังธรรมอันนั้นน่ะมันสะเทือนหัวใจของตน หัวใจของตนมันทุกข์มันยาก
ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมนะ ท่านสังเวชมาก ใจของเราแท้ๆ ปล่อยให้กิเลสมันเหยียบย่ำทำลายอยู่อย่างนั้นน่ะ ใจของเราแท้ๆ ไปหลงแต่สัญญาอารมณ์โลก อยากมีหน้ามีตา อยากมีชื่อมีเสียง อยากให้คนรู้จัก ถ้าเป็นทางธรรมนะ ไร้สาระ มันไปกวนหัวใจทั้งนั้นน่ะ
ใจของตนไม่ต้องอาศัยใครเลย มันก็ทุกข์มันก็ยากของมันอยู่แล้ว กิเลสมันปั่นหัวอยู่อย่างนั้นน่ะ ใจของตัวแท้ๆ ไม่มีใครดูแลรักษา แต่อยากสนใจทางโลกนะ เรื่องอยากดังๆ นี่สำคัญมาก มึงจะไปดังอะไร
กังวานนะ กังวานในหัวใจของตนสำคัญที่สุด
ฟังธรรมๆ เพื่อหัวใจของตนไง ถ้าฟังธรรมเพื่อหัวใจของตน ใจถ้ามันมีศีลมีธรรมขึ้นมามันจะเข้าใจเรื่องอย่างนี้ ใจที่ไม่มีศีลมีธรรมมันก็เป็นสัญญาอารมณ์ทางโลกๆ นั่นไง ประชาธิปไตยๆ เสมอภาคเท่ากัน
คนพูด มึงมีเสรีภาพให้เขาบ้างหรือเปล่า ถ้ามันเป็นจริงๆ มันต้องเป็นจริงขึ้นมาในหัวใจของตนสิ
ธรรมะไม่มีกาลไม่มีเวลานะ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ๒,๐๐๐ กว่าปี เวลาหลวงปู่มั่นท่านสิ้นสุดแห่งทุกข์นะ โอ้โฮ! มหัศจรรย์ ครูบาอาจารย์ของเรานะ สิ่งที่เขาแสวงหาก็แสวงหาชื่อเสียงกิตติศัพท์กิตติคุณ หลวงปู่มั่นท่านไม่สนใจ เรื่องโลกๆ มา หลวงตาท่านเล่าเอง ถ้ามีโยมมา มหารับซะ ท่านไม่สนใจเลย แต่เรื่องพระมา ใครภาวนาเป็น มา ใครภาวนาได้ มา มันไม่มีน่ะสิ แต่เวลาคนมา มหารับซะ เพราะเรียนความเป็นมหามาก็อยู่กับโลก เข้าใจโลกอยู่แล้ว เรื่องโลกเรื่องไร้สาระมาก
แต่เราก็เกิดกับโลกนะ เราเกิดกับโลก มีผลของวัฏฏะ ถ้าเราเกิดกับโลกแล้ว เราเข้าใจโลกแล้วนะ แล้วเอ็งยังหลงโลกอยู่หรือ เอ็งยังอยากดัง อยากใหญ่ อยากมีชื่อเสียงอยู่หรือ เอ็งตายมากี่ภพกี่ชาติแล้ว นี่มีวาสนามาบวชเป็นพระนะ มาบวชเป็นพระแล้ว แล้วหัวใจมึงอยู่ไหน แล้วพฤติกรรมที่มึงทำกับข้อวัตรปฏิบัติมันต่างกันอย่างไร ข้อวัตรปฏิบัติเขาห้ามคลุกคลีอยู่แล้ว แล้วพฤติกรรมออกมาอย่างนั้นน่ะ แล้วใจเอ็งเป็นอย่างไรล่ะ
ถ้าใจมันเป็นธรรมนะ มันสังเวช มันสลดสังเวช หัวใจของตนไม่มีใครดูแล
แล้วเวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ บริษัท ๔ ชาวพุทธ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปกครองคุ้มครองดูแล
เวลาเราคิดไง ตั้งแต่เราบวชมาเป็นพระ ที่บิณฑบาตเลี้ยงชีพอยู่นี่เป็นผลจากอะไร ถ้าไม่เป็นผลจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมวินัยนี้ไว้ บิณฑบาต ชาวบ้านเขาจะใส่บาตรเอ็งไหม ชาวบ้านเขาจะใส่บาตรเพราะอะไรล่ะ
เพราะเขาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บริษัท ๔ ภิกษุไม่มีอาชีพ ฆราวาสบวชเป็นภิกษุแล้วห้ามใช้ชีวิตแบบฆราวาส ถ้าใช้ชีวิตแบบฆราวาส มึงก็เป็นฆราวาสไง มึงไม่ใช่เป็นภิกษุ ภิกษุนุ่งกางเกงไม่ได้ ใส่เสื้อไม่ได้ แต่งตัวแบบฆราวาสเขาไม่ได้
เดี๋ยวนี้ไปหมดแล้วนะ ใส่เสื้อยืดสีกรัก ยังอวดเป็นพระ ก็มหายานไง พระจีนเขาใส่กางเกงไง พระจีน พระญวนไง เอ็งเป็นมหายานหรือเป็นเถรวาท ใส่เสื้อก็ได้ ใส่กางเกงก็ได้ แต่เป็นมหายาน มันไม่ใช่เถรวาท
แล้วเถรวาทเชื่อพระเถระ ๕๐๐ นี่ไง พระกัสสปะเป็นประธาน ทำสังคายนา พระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ลงญัตติกันไว้ว่า เราจะไม่แก้ไขและไม่เปลี่ยนแปลง เพราะถ้าแก้ไขเปลี่ยนแปลงไป สมัยนั้นจะบอกว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่งปรินิพพานไป ภิกษุก็รักษาธรรมวินัยไม่ได้อยู่แล้ว ด้วยความตั้งใจไง เขาลงญัตติกันไว้ พระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ พระกัสสปะเป็นหัวหน้า พระอุบาลี พระอานนท์ เป็นผู้ทำสังคายนา แล้วเป็นเถรวาทๆ จากอินเดียมาลังกา จากลังกามาชมพูทวีป จากชมพูทวีป สุโขทัย ลังกา ลังกา อยุธยา อยุธยาไปลังกา สยามวงศ์ ลังกาวงศ์
เราฝึกหัดปฏิบัติกันมานี่ ถ้ามันเป็นธรรมๆ ไง แค่ประวัติศาสตร์ แค่อ่านหนังสือก็เห็นความแตกต่างแล้ว แล้วเอ็งพฤติกรรมเอ็งทำอย่างเขา แล้วเอ็งบอกว่าเอ็งรู้ เอ็งมีธรรม มันธรรมอะไรวะ ธรรมโดยกิเลสไง
ทางโลกนะ คนดีผีคุ้ม เราเป็นคนดีผีคุ้ม ผีปกป้องคุ้มครองดูแล ไอ้พวกนั้นน่ะ โอ๋ย! มีเทวดาประจำองค์ มีเทวดา
คนดีผีคุ้ม แต่ถ้าเราเป็นพระ เราฝึกหัดปฏิบัติธรรม ธรรมจะคุ้มครอง ธรรมคุ้มครองเราต่างหาก ธรรมคืออะไร ศีล สมาธิ ปัญญา มีศีลมีธรรม กลิ่นของศีลกลิ่นของธรรมหอมทวนลมไง
ไอ้นี่กลิ่นของศีลกลิ่นของธรรมยิ่งกว่าละคร เล่นลิเกตบตา ล่อล่วงชาวพุทธ บริษัท ๔
เขาเป็นฆราวาส เป็นอุบาสก อุบาสิกา เขาก็มีสิทธิในพระพุทธศาสนาเหมือนกัน เขาเป็นคนอุ้มชูคุ้มครองดูแลพระพุทธศาสนา ภิกษุ ภิกษุณี นักรบ นักปฏิบัติ เราไม่มีหน้าที่ที่จะไปประพฤติตัวแบบเขาอย่างนั้น มีหน้าที่ทางจงกรม นั่งสมาธิภาวนาสิ ปฏิบัติธรรมให้เป็นธรรมขึ้นมาสิ แล้วมาสอนพวกดิฉัน พวกเกล้ากระผม
พวกเกล้ากระผมมีการศึกษาเป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตไง ธรรมะรู้ทุกเรื่องเลย แต่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง จบ ๙ ประโยค ทำสมาธิไม่เป็น
เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไง พระกรรมฐานไม่มีการศึกษา ไม่มีการศึกษาจะรู้ได้อย่างไร
รู้ที่อุปัชฌาย์สอนกูนี่เว้ย เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ได้บวชแล้วเข้าสู่รุกขมูลเสนาสนัง พิจารณาตีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้มันทะลุไป แล้วถ้ามันทะลุไปแล้ว ทะลุด้วยอะไร มีสติมีปัญญามากน้อยขนาดไหน
ตั้งแต่ทารกจนเป็นวัยรุ่น จนชราคร่ำคร่า มันก็คนเหมือนกัน มนุษย์เหมือนกัน มันจะสวยมันจะหล่ออย่างไรมันก็ชราคร่ำคร่าเหมือนกัน เพียงแต่ว่ามึงไปติดเขาเอง มันเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเอ็ง เรื่องของนักปฏิบัติมันหน้าที่ของเรา
เราปฏิบัติ เราเป็นฆราวาส เราบวชเป็นพระ อุปัชฌาย์ให้มา เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ของกู ของมึงนั่นแหละ อามะ ภันเต ของมึงนี่แหละ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ของมึงนี่ มึงทำให้มันเป็น ทำให้มันรู้ ถ้ามันรู้ขึ้นมา มันจะไม่รู้เรื่องอื่นได้อย่างไร
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนทะลุปรุโปร่งในตัวของตนแล้วมันต่างกันตรงไหน
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขยไง หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านระลึกอดีตชาติของท่าน ท่านกี่ภพกี่ชาติ
ครูบาอาจารย์ท่านบอกเลย หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์เกิดร่วมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาทั้งนั้นน่ะ ตั้งแต่ว่าที่นครราชคฤห์ หลวงปู่มั่นก็อยู่ที่นั่น ครูบาอาจารย์อยู่ที่นั่น เป็นลูกศิษย์ใคร เป็นอาจารย์ใครมาทั้งนั้นน่ะ แล้วเป็นอย่างนั้นมันก็เป็นอดีต แล้วเป็นอะไรล่ะ แล้วปัจจุบันนี้ล่ะ ปัจจุบันหลวงปู่มั่นท่านปฏิบัติอย่างไร ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ ขึ้นมา ท่านปฏิบัติอย่างไร
ไอ้นี่เอาอดีตมาขายกิน เอาอดีตมาอวดอ้าง อดีตมันดีอย่างนั้น ทำไมพฤติกรรมปัจจุบันมันชั่วอย่างนี้ ถ้าอดีตมันดีอย่างนั้น ทำไมปัจจุบันโกหกมดเท็จกะล่อนปลิ้นปล้อน มันชั่วขนาดนี้ แล้วอดีตที่มันดี มันมาชั่วต่อปัจจุบันนี้ได้อย่างไร
มันชั่วต่อเมื่อมันเป็นข้อเท็จจริงเป็นธรรม แต่มันเป็นการโฆษณาสินค้าไง ถ้ามีศักยภาพ อดีตชาติเรามีความเกี่ยวพันกันมา คนทุกข์คนจน พระบวชมาแล้วไม่ใครดูแล อดีตชาติเอ็งไม่เกี่ยวพันกับใครเลยใช่ไหม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ไง เทวทัตจะมาปกครองสงฆ์ๆ ไม่มีสติปัญญาอะไรเลย
“เทวทัต แม้แต่พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้ายและเบื้องขวา เรายังไม่ให้ปกครอง”
มันจะปกครองได้อย่างไร องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะก็ปรินิพพานไปแล้ว ใครจะปกครองใคร แต่ในอนาคตกาล พระกัสสปะไง ถือธุดงค์วัตรๆ ไง เลิศในการประพฤติปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า “กัสสปะเอย เธอก็เป็นพระอรหันต์ เธอก็อายุเท่าเรา ทำไมเธอต้องประพฤติปฏิบัติตนอย่างนั้น”
“ข้าพเจ้าไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าปฏิบัติไว้เพื่ออนุชนรุ่นหลังเขาได้ถือเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติ”
นี่พระกัสสปะ ไม่ปรารถนาปกครองสงฆ์อะไรเลย เพราะทุกคน ถ้าเป็นฆราวาสญาติโยมก็ตายไป ถ้าเป็นพระอรหันต์ เป็นครูบาอาจารย์ ก็ต้องนิพพานไป มันต้องนิพพานไป แล้วอนาคตใครจะดูแลใคร เอ็งจะปกครองสงฆ์ ปกครองใคร ทุกคนมันต้องตายหมด แล้วใครจะปกครองใคร
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้สงฆ์ สงฆ์ในอนาคตกาลที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มีคุณธรรมในหัวใจของตน นี่ไง ธรรมคุ้มครองไง พระ คนดีผีคุ้ม พระดี ธรรมะคุ้มครอง เรามีศีลมีธรรม ศีลธรรมคุ้มครองหัวใจของเรา
แล้วถ้ามีศีลมีธรรมคุ้มครองในหัวใจ มีธรรมๆ ใครมันจะรังแกใคร ใครมันจะเบียดเบียนใคร อู้ฮู! มันอยู่นู่น หัวใจกูอยู่นี่ มีสติปัญญาพร้อม เอ็งจะทุ่มเทใส่ไคล้ขนาดไหนมันก็เรื่องของเอ็ง
ธรรมะคุ้มครองนะ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมัยพุทธกาลไง เขามาถวายอาหารองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วมาต่อว่ามากมายมหาศาล
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกเลย อาหารนี้เอามาแล้ว ถ้าเราไม่รับประเคน มันเป็นของใคร
ก็เป็นของคนมาถวายไง
เอ็งจะด่ากูร้อยหนพันหน ด่ามาทั่ว กูไม่รับรู้ ก็ของมึงทั้งนั้นน่ะ ธรรมะคุ้มครอง ธรรมคุ้มครอง คุ้มครองที่ไหน
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูด ฟังแล้วมันฝังใจ เวลาจะคิดเหมือนต้องแบกหามท่อนซุง
ความคิดเกิดจากจิต ไม่ใช่จิต ขณะที่ความคิดจะเกิดขึ้น เหมือนเราต้องแบกหามซุงทั้งท่อน เอ็งมีสติไหม แล้วเอ็งจะไปหามคำติฉินนินทาของชาวบ้าน เอ็งโง่ขนาดไหน แล้วมันต้องหามซุงนั้นน่ะ มันสติปัญญามันพร้อม แล้วกูไปหามมันทำไม กูก็ไม่ต้องไปหาม ก็ให้ท่อนซุงมันนอนอยู่นั่น ก็กูไม่ต้องไปแบกไง ชัดเจนมาก
นี่เหมือนกัน ถ้าธรรมะคุ้มครองเรา เราประพฤติปฏิบัติขึ้นมาแล้วจะกลัวชาวบ้านเขาติฉินนินทา เรื่องของเขา
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูดไง อยากจะเห็นนัก พระที่ปฏิบัติอยู่ในศีลในธรรมแล้วไม่มีปัจจัยเครื่องอาศัย ท่านอยากเห็นนัก อยากเห็น มันไม่เคยเห็นไง นี่ไง ธรรมะคุ้มครองไง กลิ่นของศีลกลิ่นของธรรมมันหอมทวนลม ลมมันพัดพาไป เขารู้จัก ทวนลมเข้ามาด้วยพฤติกรรมความดีงาม
กลิ่นดอกไม้ กลิ่นอะไรมันหอมไปตามลม กลิ่นของศีลกลิ่นของธรรมขจรขจายไปทั่ว ธรรมะมันคุ้มครอง ถ้าปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม
เว้นไว้แต่เวลากรรมมันให้ผลไง ถ้ากรรมมันให้ผล เอ็งทำกรรมสร้างกรรมไว้แต่ภพชาติใด ถึงเวลากรรมนั้นให้ เห็นไหม พระโมคคัลลานะเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้าย มีฤทธิ์มีเดชมาก เขาจะทำลายพระพุทธศาสนา เขาบอกต้องทำลายมือซ้ายมือขวาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อน ก็เลยไปจ้างคนจะมาทุบทำลายพระโมคคัลลานะ
พระโมคคัลลานะรู้นะ เหาะหนีเลย ครั้งที่ ๑ เหาะหนีเลย ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ เขามาอีกแล้ว พิจารณาดูแล้ว โอ้! มันเป็นเวรเป็นกรรมที่ท่านเคยทำกับแม่ท่านไว้ในอดีตชาติ
ในอดีตชาติ แม่รักมาก มีลูกผู้ชายคนเดียว อยากให้มีสะใภ้ ท่านก็ไม่ต้องการ เพราะอยากอยู่กับแม่ เพราะรักแม่ แม่ก็อ้อนวอนขอ ขออยากให้ลูกมีครอบครัว ก็ไปหาสะใภ้มาให้ สะใภ้มันเป่าหูเช้า เป่าหูเย็น เป่าอยู่ทุกวัน ว่าแม่ตาบอดเป็นภาระทุกๆ อย่างเลย สุดท้ายแล้ว เออ! คล้อยตามไปทางเมีย
“แม่ เอาแม่ไปฝากกับญาติเนาะ” เอาแม่ขึ้นเกวียนไปไง แล้วพอไปถึงครึ่งทางนะ “แม่อยู่นี่ก่อนนะ จะลงไปทำธุระ”
ลงไปก็บอก “โอ๋ย โจรมันจะปล้นๆ”
เข้ามาทุบทำลายแม่
แม่โดนทุบอยู่ บอกลูกนะ “ให้หนีไป โจรมันมา หนีไป”
แม่โดนทุบโดนตียังรักลูก มันได้สติกลับมานะ “ไอ้โจรถอยๆ” โจรมันถอยออกไป แล้วกลับมา ลูกชายกลับมาแล้ว กลับมา “โอ้! แม่ แม่เจ็บมากไหม” เอาแม่กลับบ้าน แต่โดนทุบหนัก แม่ตาย ปิตุฆาต มาตุฆาตไง ฆ่าพ่อฆ่าแม่ บาปกรรมอันนั้นลงนรกขุมอเวจีมามากมายมหาศาล สร้างบุญสร้างกุศลมา ขึ้นมา จนมาเป็นพระโมคคัลลานะ สร้างบุญสร้างกุศลมาเพราะปรารถนาเป็นอัครเบื้องซ้ายเบื้องขวา นี่เศษบุญเศษกรรม
เว้นไว้แต่กรรมมันให้ผล ถ้ากรรมมันให้ผล ใครก็หลีกหนีกรรมไม่ได้ แต่กรรมมันไม่ให้ผลนะ ธรรมะคุ้มครอง ธรรมะดูแลเราให้พ้นภัย ถ้าพ้นภัยขึ้นไป นั่นพ้นภัยนะ
แต่ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมานี่ไง คนดีผีคุ้ม ผีมันจะคุ้มครอง
ตอนนี้เราเป็นปุถุชนคนหนา ผี ผีตัวหยาบๆ มีศีลมีธรรมขึ้นมาไง จะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาไง ทำความสงบของใจเข้ามาไง นั่นน่ะมันจะเริ่มฝึกหัดปฏิบัติธรรมไง ผี ผีคุ้ม คุ้มให้ชีวิตนี้รอดมา ให้ชีวิตนี้เกิดมา คนดีผีคุ้ม คุ้มให้เราเกิดมาเป็นฆราวาส เกิดมาพบพระพุทธศาสนา อยากฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา มาบวชเป็นพระไง ถ้าบวชเป็นพระขึ้นมา ถ้าเป็นพระที่ดีงาม เราจะฝึกหัดปฏิบัติธรรมขึ้นมาไง ศีล สมาธิ ปัญญาไง
ไม่ใช่บวชพระขึ้นมาแล้วเป็นอลัชชีไง จะลุ่มหลงไปกับโลกธรรม ๘ ไง เขามีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ อยากมีอย่างนั้นอย่างฆราวาสเขาไง แต่ถ้าบวชเป็นธรรมแล้วเขาไม่สนใจยศถาบรรดาศักดิ์ เขาไม่สนใจทางโลกๆ ทั้งนั้นน่ะ เขาสนใจ ศีล สมาธิ ปัญญาไง พระปฏิบัติๆ ไง
ไม่ใช่พระปฏิบัติขึ้นมาต้องการลาภสักการะ ต้องการยศถาบรรดาศักดิ์ไง เขาต้องการศีล ต้องการสมาธิ มีศีล มีสมาธิขึ้นมา มันก็มีความปกติสุขอยู่แล้ว แล้วถ้าฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นความจริง ให้มันเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เห็นข้อเท็จจริงไง ฝึกหัดปฏิบัติในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา
ในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในพระพุทธศาสนา
ในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ โดยจินตนาการ โดยจินตนาการแบบโลกๆ มันก็จินตนาการของมันไปแล้วมหัศจรรย์ โอ้โฮ! วิพากษ์วิจารณ์ โอ้โฮ! มันเรื่องลึกลับซับซ้อน
มันเป็นนวนิยายธรรมะ ธรรมะนวนิยายโดยสมุทัย โดยกิเลสมันปั้นแต่ง มันเขียนในนามของอวิชชา
ฝึกหัดปฏิบัติของเรา ธรรมะคุ้มครอง ทำความสงบของใจเข้ามาให้ได้ ใจสงบแล้วนะ แล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริง เวลาเป็นข้อเท็จจริง โอ้โฮ! จิตสงบแล้วเห็นสติปัฏฐาน ๔ นะ มันเห็นกิเลส มันสะเทือนใจมาก เพราะมันไม่มีใครเคยรู้เคยเห็นน่ะ
เก่งนัก กิเลสคนอื่นน่ะ ผิดอย่างนั้น ผิดอย่างนี้ ผิดอย่างนู้นน่ะ นี่ไง ธรรมะนวนิยายไง ต้องปฏิบัติอย่างนั้น ต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ไง เก่งนัก เรื่องคนอื่นเก่งนัก ไม่เคยเห็นกิเลสไง กิเลสมันออกหน้า มันเที่ยวอบรมบ่มเพาะสั่งสอนคนอื่น เบียดเบียนตน ทำให้ตนฟุ้งซ่าน ทำให้ตนวิตกกังวล ทำให้ตนต้องแบกรับสถานะว่ากูอยากดัง
ถ้าเป็นธรรมะคุ้มครองไง มีศีล มีความปกติของใจ มีสมาธิ ทำความสงบระงับให้มันเป็นสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิคือจิตสงบเป็นปกติสุข มีพลังงาน มีกำลัง ถ้ามันไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมโดยตามความเป็นจริง ปฏิบัติธรรมในแนวทางพระพุทธศาสนา คือสมาธิ พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พุทธะคือพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ จะฝึกหัดสติปัญญา พอฝึกหัดสติปัญญา พอมันเห็น เห็นสติปัฏฐาน ๔ โดยข้อเท็จจริง กิเลสมันสงบตัวลง จิตมันเป็นอิสระ จิตมันเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นไหม
กูบวชมากับอุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์กูสอนมา เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ กรรมฐาน ๕
โง่เง่าเต่าตุ่นไม่มีการศึกษา จะรู้ธรรมะได้อย่างไรไง
กูฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา พอจิตกูสงบ พอกูไปเห็นเข้า กูไปเห็นกิเลสน่ะ โอ้โฮ! ขนพองสยองเกล้า มหัศจรรย์ในคุณธรรมในใจของตน
ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ธรรมะคุ้มครอง ธรรมะประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้ ใช้ปัญญาแยกแยะ แยกแยะไปตามกำลังของสมาธิ สมาธิมีกำลังพิจารณาไปแล้วมันเป็นไปตามไตรลักษณ์ ถ้าสมาธิมันอ่อนแอลง มันจะเป็นสัญญา มันจะเป็นเรื่องโลก
เรื่องโลกก็เรื่องอวิชชา เขียนนวนิยายธรรมะให้ พอเขียนนิยายธรรมะให้ เวลามาทบทวน เออ! ไอ้นี่มันสัญญานี่หว่า เฮ้ย! ไอ้นี่มันเราสร้างเรื่องขึ้นมาเอง เราไม่รู้ตัว อวิชชามันเขียนนวนิยายธรรมะให้ แล้วก็เคลิบเคลิ้มกับมันไป นี่มันสัญญานี่หว่า มันไม่มีผลน่ะ
วาง กลับไปฝึกหัดปฏิบัติ ศีล สมาธิ
ศีล สมาธิ คือผู้รู้ ผู้สงบ ผู้รู้ คือพุทธะ พุทธะคือพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาโดยสัมมาทิฏฐิถูกต้องชอบธรรม มันมีกำลังของมันน่ะ พอมีกำลังของมัน มันมีกำลังแล้ว มันมีความสงบสุขแล้ว มันน้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ อีก เออ! อันนี้สดๆ ร้อนๆ อันนี้ไม่ใช่สัญญา ไม่ใช่ความจำ ไม่ใช่นวนิยาย ไม่ใช่ใครประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้ มันเกิดจากการขุดค้น การกระทำของพุทธะ มัคโค ทางอันเอก เอ๊อะ! เอ๊อะ! เอ๊อะ! มันมหัศจรรย์ในตัวมันเอง นี่ไง แนวทางสติปัฏฐาน ๔ ตามความเป็นจริง จริงในพระพุทธศาสนา จริงในหัวใจของคนที่ธรรมะคุ้มครอง
ถ้าธรรมะไม่คุ้มครอง มันก็เป็นกิเลสเขียนนวนิยายให้ตามกิเลสบังเงา เป็นธรรม แล้วเราก็เคลิบเคลิ้มไปกับกิเลส ทั้งๆ ที่ฝึกหัดปฏิบัติธรรมนี่แหละ กิเลสมันยังชักนำเอาไปแบ่งแยก เอาไปบำรุงบำเรอให้กิเลสมันอ้วนๆ ขึ้นมา แต่เจ้าตัวไม่รู้ตัว
นี่ไง เวลาถ้าเป็นทางโลกๆ ขึ้นมา เวลามีญาติโยมมาหาหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านให้มหา มหาก็พระมหาบัว ลูกศิษย์เป็นผู้อุปัฏฐาก เป็นผู้ต้อนรับ เพราะฆราวาสญาติโยมเอาพระที่รู้ทางวิชาการคุยกับเขามันก็จบ
แต่ถ้าการฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ที่เวลาเราเป็นข้อเท็จขึ้นมาในหัวใจอย่างนี้ ถ้าจิตมันสงบมีกำลังของมันไง พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน น้อมไปเห็นสติปัฏฐาน ๔ ตามข้อเท็จจริง มัคโค ทางในพระพุทธศาสนา หลวงปู่มั่นต้องการอย่างนี้ ต้องการให้คนฝึกหัดปฏิบัติ
แล้วคนอื่นพูดไม่รู้เรื่องหรอก คนอื่นมันก็พูดทางทฤษฎีน่ะ อวิชชามันเขียนนวนิยายธรรมะไว้ให้บ่นพร่ำเพ้อกัน แล้วทุกคน คนที่เกิดมามันก็มีอวิชชาพาเกิด มันก็มีคนเขียนนิยายธรรมะให้อยู่ในหัวใจของทุกๆ คน เวลาบรรยายธรรมะ นวนิยายธรรมะโดยอวิชชา โอ้โฮ! มันพรั่งพรูๆ สนุกครึกครื้น
หลวงปู่มั่น หลวงตาพระมหาบัวท่านสั่งนักสั่งหนา ภาวนาแล้วอย่าโม้ ห้ามคุย ห้ามโม้ เว้นไว้แต่ขึ้นไปหาท่าน กับคนอื่นห้ามคุย ห้ามโม้ เดี๋ยวอวิชชาพญามารมันจะเขียนนวนิยายธรรมะให้ไปโม้กัน แล้วมันก็ไปนั่งโม้กันอวดกัน มันเลยกลายเป็นธรรมะของอวิชชา
เราฝึกหัดปฏิบัติตามความเป็นจริงของตน ให้ธรรมะคุ้มครอง ให้ศีล ให้สมาธิคุ้มครองเรา แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไปนะ ถ้ามีคุณธรรมไง หลวงตาพระมหาบัวท่านพูด เวลาจะคิดมันต้องหามแบกท่อนซุง งัดซุงทั้งท่อนขึ้นมา นี่เป็นความคิดหนึ่ง
ไอ้เราคิดแม่งจนจบแล้วนะ ยังไม่รู้ว่าใครคิดเลย ยังว่ากูเก่งอยู่นี่ มันเรื่องไร้สาระสิ้นดี
ถ้าเป็นเรื่องจริงนะ คนดี ผีคุ้ม ผีคุ้มครองคนดี คนดีน่ะผีคุ้ม มีบุญมีกุศล พระปฏิบัติถ้ามีคุณธรรมในใจ ธรรมะคุ้มครอง
ไม่มีอะไรหรอกโลกนี้ มันแจ้งตั้งแต่อวิชชาพลิกฟ้าคว่ำดิน สิ้นสุดการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ แล้วมันมีอะไรอีกล่ะ มันไม่มีอะไรมีค่าอีกแล้ว ไม่มี ไม่มี วิหารธรรมในใจอันนั้น
แล้วเวลาฝึกหัดหัวหกก้นขวิดมาตั้งแต่ต้น มันต้องหัวหกก้นขวิดมาตั้งแต่ต้น เห็นตั้งแต่ทำสมาธิถูกหรือผิด ครูบาอาจารย์ที่ดีงามนะ ทำความสงบของใจเข้ามา แล้วใจสงบจริงหรือไม่จริง แล้วสงบจริงไม่จริง หลวงปู่มั่นเวลาท่านถามพระไง จิตเป็นอย่างไรๆ
จิตคือสมาธิ ถ้าไม่รู้จักจิต ก็อารมณ์ ทุกคนอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกของตน ไม่มีจิต ทั้งๆ ที่จิตอยู่กับตัวตนคนนั้นแหละ เพราะมันเป็นคนเป็น ไม่ใช่คนตาย มีจิตอยู่ แต่สื่อสารกันด้วยอารมณ์ สืบเนื่องกันด้วยอารมณ์
แต่ถ้าผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมามันวางอารมณ์ ผ่านอารมณ์เข้าไปสู่ตัวจิต คือสัมมาสมาธิ จิตเป็นอย่างไร ตอบได้ ถ้าตอบได้ นั่นน่ะคือสัมมาสมาธิ นั่นคือตัวจิต เริ่มต้นแห่งการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ ศีล สมาธิ
แล้วถ้าจิตเป็นอย่างไร จิตเป็นสมาธิ แล้วจิตดีหรือจิตไม่ดี ชำนาญในวสีหรือไม่ชำนาญในวสี ถ้าจิตมันดี มันชำนาญในวสี มันฝึกหัดเข้าออกได้ มันรักษาจิตได้ มันถึงจะฝึกหัดปฏิบัติได้
ถ้ามันไม่มีความชำนาญในการเข้าการออก มันส้มหล่นไง มันเป็นบางครั้งบางคราว มันเป็นได้บางครั้งบางคราว แล้วมันทำงานได้อย่างไร การทำงานมันต้องเสถียรใช่ไหม มันต้องเสมอภาคใช่ไหม การทำงาน ไฟฟ้าถ้าไม่เสถียร เครื่องใช้ไฟฟ้าพังหมด แล้วเราเดี๋ยวก็มีสมาธิ เดี๋ยวก็ไม่มีสมาธิ แล้วปัญญามันจะเสถียรไหม อะไรมันจะถูกต้องไหม
ถ้าชำนาญในวสีคือเสถียร เสถียรแล้วถ้าฝึกหัดให้มันเป็น มันจะเป็นข้อเท็จจริง แล้วถ้าข้อเท็จจริงมันจะรู้เลย นี่พลังงานทั้งนั้น ไฟฟ้าทั้งนั้น ไฟฟ้าเขาจะมีหน่วยเคลื่อนที่เร็วคอยบำรุงรักษา ฝนตกฟ้าร้อง ฟิวส์ขาด ไฟตกหมด ไฟฟ้าเขาจะดูแลรักษาทั้งนั้นน่ะ ชำนาญในวสีมันจะดูแลรักษาจิต จิตจะเป็นอย่างไร ถ้าเข้าใจ ถ้าเข้าใจนะ
ถ้าไม่เข้าใจ เอ็งก็หลงไปเถอะ ความโลภ ความโกรธ ความหลง หลงแล้วฝึกหัดปฏิบัติล้มลุกคลุกคลาน มันผิดพลาดมาทั้งนั้นน่ะ แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติทุ่มเททั้งชีวิต ทุ่มเททั้งชีวิตมาบูชาความผิดพลาดใช่ไหม ทุ่มเททั้งชีวิตมาอยู่กับความจับสิ่งใดไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอันเลยใช่ไหม พอมาทบทวนเข้ามันสลดสังเวชไง แล้วมาตั้งตนให้ได้
ถ้ามันเสื่อมก็เสื่อมไปแล้ว เสื่อมไปแล้ว เคยทำสมาธิได้ เคยได้อารมณ์อย่างนั้น คิดว่าอารมณ์อย่างนั้นจะอยู่กับเราตลอดไป ไม่มี สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เกิดขึ้นชั่วคราว อยู่กับเราชั่วคราว อยู่กับเราตอนที่เรามีสติปัญญารักษาเท่านั้น แล้วถ้าสติปัญญาเราอ่อนแอ หายหมดแล้ว ไม่มีหรอก มันเป็นสัญญาเดิม มันเป็นสัญญาความจำอันเก่ามาคุยโม้กัน มันเป็นนามของอวิชชา เขียนนิยายธรรมะ หลอกตนแล้วก็หลอกคนอื่น
เอ็งสงสัยไหม เอ็งสงสัยในตัวเอ็งไหม เอ็งสงสัยในการปฏิบัติไหม
แต่ถ้าเป็นการปฏิบัตินะ มันรู้แจ้งเป็นชั้นเป็นตอนนะ บุคคล ๔ คู่แจ้งหมด ถ้าไม่แจ้ง มันไม่มีนิโรธๆ นิโรธคือดับทุกข์ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ นิโรธ ดับทุกข์ด้วยมรรค ๘
ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นฝ่ายเหตุ เหตุเริ่มต้น ฝึกหัดเจียนอยู่เจียนตายนี่ ด้วยวิธีมรรค ๘ แต่มันชั่วคราวๆ ของชั่วคราวทั้งนั้น เพราะมันไม่นิโรธ มันตทังคปหาน ปล่อยวางเป็นครั้งเป็นคราว อวิชชาหลุดไปไม่ได้ เพราะสังโยชน์ ๓ สังโยชน์เบื้องต่ำ สังโยชน์เบื้องสูง สังโยชน์อย่างหยาบ สังโยชน์อย่างละเอียดที่อยู่ในหัวใจของตน ของชาวพุทธที่ฝึกหัดปฏิบัติ ที่อยู่ในจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะโดยข้อเท็จจริง แล้วมันไปบวกกับทัศนคติ ไปบวกกับพันธุกรรมของจิต ไปบวกกับกิเลสหยาบกิเลสหนา ไปบวกกับความพลั้งเผลอ ความไม่เอาไหน ความไม่มีอำนาจวาสนา ร้อยแปดพันเก้า
แต่ครูบาอาจารย์ที่ดีงามของเราไง ท่านปฏิบัติเอาชนะตนเองให้ได้ก่อน ไม่เบียดเบียนตน แล้วบอกกับคนอื่นได้
ถ้าในตนยังสงสัย ยังลังเล ปฏิบัติได้ทั้งนั้นน่ะ นิยายธรรมะ อวิชชาเขียนให้ร้อยแปดพันเก้า พูดได้ แล้วนิยาม ตรรกะฟังแล้วมันเข้าใจได้ มันเป็นเรื่องสมมุติไง ธรรมะโลกสมมุติ ไม่ใช่ธรรมะในโลกวิมุตติ
โลกวิมุตติพูดคำเดียวเท่านั้นน่ะ ใช่ ไม่ใช่ รู้หมด แล้วทะลุปรุโปร่งตามข้อเท็จจริงในหัวใจของผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้น ผู้ที่ประพฤติปฏิบัตินั้นถึงรักและสงวนศีล หนทางในการปฏิบัติ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถามพระกัสสปะไง “กัสสปะ เธอก็เป็นพระอรหันต์อายุก็เท่าเรา ทำไมใช้ผ้าบังสุกุลถึง ๔ ชั้น”
ขอแลกสังฆาฏิเลย แลกสังฆาฏิ เปลี่ยนจากของพระกัสสปะออกมา
พระกัสสปะพูดไง ข้าพเจ้าไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อตนเอง ก็องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กัสสปะเอย เธอก็เป็นพระอรหันต์ ก็เป็นพระอรหันต์แล้ว ปฏิบัติอะไร กิเลสไม่มี แต่ข้าพเจ้าทำไว้เพื่อคนรุ่นต่อไป เพื่ออนุชนรุ่นหลัง หนทางในการอ้างอิง หนทางในการประพฤติปฏิบัติ
ครูบาอาจารย์ที่ดีงามท่านทำไว้ให้เป็นหนทางของผู้ที่ไขว่คว้าอยากจะหาหนทาง อยากจะหาความเป็นจริง แต่มันต้องเป็นความเป็นจริงในใจของเขา เพราะจิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะ จิตที่ทุกข์ จิตที่ร้อน ถ้าปฏิบัติแล้วถ้าเป็นธรรม จิตมันจะมีความสุข มีความสงบ จิตมันจะละสังโยชน์ เป็นอิสระขึ้นมาเป็นชั้นเป็นตอน ถึงที่สุดแล้วชำระล้างอวิชชา หักเรือนยอดของความโลภ ความโกรธ ความหลง เรือนยอดคืออวิชชา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้หักลง
ไม่หักลง มันเป็นเชื้อไข้ มันจะทำลายหัวใจดวงนั้น ต้องหักเรือนยอดของเรือน ๓ หลัง เป็นข้อเท็จจริงในหัวใจของผู้ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติตามความเป็นจริง เอวัง